ใหม่! Feedback Killer AI บนมือถือและแท็บเล็ต Android ขายแล้ว + มีบน iPhone / iPad ทดลองฟรี 7 วัน

คู่มือการใช้งาน · โปรแกรม · Windows · Mac

Signal Rack

โปรแกรมโฮสต์ปลั๊กอิน VST3 สำหรับงานเสียงสด บน Windows และ Mac ใช้แทน DAW ในงานแสดงสด แต่ละแชนแนลรับเสียงจาก audio interface ผ่านปลั๊กอินได้สูงสุด 6 ตัว แล้วส่งออก เพิ่มแชนแนลได้ตามต้องการ บันทึกทั้งแร็คเป็น session และควบคุมจาก iPad ได้ด้วยแอป Signal Rack Remote

หน้า RACK พร้อมหมายเลขอ้างอิง
หน้า RACK พร้อมหมายเลขอ้างอิง

หน้า RACK

  1. แท็บ — RACK (แร็คปลั๊กอิน), ROUTING I/O (การ์ดเสียงและเส้นทาง), PLUGINS (รายการปลั๊กอิน)
  2. SESSION — ตั้งชื่อ กด Save เพื่อบันทึก เลือก session จากรายการแล้วกด Load เพื่อเปิด Delete เพื่อลบ ปุ่ม ... ใช้บันทึกเป็นไฟล์ .srack หรือเปิดไฟล์จากที่อื่น ปุ่ม SCENES ข้าง ๆ ใช้เก็บและเรียกค่าต่อเพลง (ดูหัวข้อ Scene ด้านล่าง)
  3. หัวแชนแนล — เลขแชนแนล ชื่อ (คลิกเพื่อแก้ชื่อ พิมพ์เสร็จกด Enter เพื่อบันทึก กด Esc เพื่อยกเลิก) และปุ่ม X ลบแชนแนล
  4. INPUT — เลือกช่องรับเสียง ปุ่ม MONO/STEREO สลับระหว่างช่องเดียวกับคู่สเตอริโอ คู่สเตอริโอเริ่มที่ช่องคี่เสมอ (1+2, 3+4, ...) เช่น เลือกช่อง 2 แล้วกด STEREO จะใช้คู่ 1+2
  5. เกนขาเข้า — ปรับระดับเสียงก่อนเข้าปลั๊กอิน ±24 dB
  6. มิเตอร์ขาเข้า — ระดับเสียงหลังเกนขาเข้า (dBFS) แชนแนลสเตอริโอแสดง 2 แถบ
  7. ช่องปลั๊กอิน (INSERT) — ดับเบิลคลิกเพื่อเปิดหน้าต่างปลั๊กอิน ปุ่ม B ปิดการทำงานชั่วคราว (bypass) ปุ่ม X เอาปลั๊กอินออก ชี้เมาส์ค้างเพื่อดูภาพตัวอย่างหน้าปลั๊กอิน คลิกขวา เพื่อเปิดเมนู: เปิดหน้าต่าง, Bypass, iPad Quick Controls, Copy / Paste และเอาออก ป้าย Q2 บนช่องแปลว่าเลือก Quick Controls ไว้ 2 ปุ่ม
  8. ช่องว่าง — คลิกเพื่อเลือกปลั๊กอิน (จัดกลุ่มตามผู้ผลิต) คลิกขวาเพื่อวางปลั๊กอินที่คัดลอกไว้ ลากปลั๊กอินไปช่องอื่นหรือแชนแนลอื่นได้
  9. OUTPUT — เลือกช่องส่งออก และ MONO/STEREO
  10. เกนขาออก — ปรับระดับเสียงหลังผ่านปลั๊กอิน ±24 dB
  11. Latency ของแชนแนล — ปลั๊กอินในแชนแนลนี้ทำให้เสียงช้าลงกี่ samples / ms
  12. MUTE และมิเตอร์ขาออก
  13. Add channel — เพิ่มแชนแนลใหม่
  14. ข้อมูลระบบ — sample rate, buffer, latency ขาเข้า/ขาออก และ CPU
  15. BPM / TAP — คลิกตัวเลขเพื่อพิมพ์ BPM หรือกด TAP ตามจังหวะ ปุ่ม TAP จะกระพริบตามจังหวะ ใช้กับปลั๊กอิน delay/effect ที่ซิงก์ตาม tempo
  16. ซูม — ปุ่ม − / + ปรับขนาดหน้าจอทั้งโปรแกรม
  17. REMOTE — แสดง QR สำหรับแอป Signal Rack Remote บน iPad
  18. ป้าย license — แสดงวันทดลองที่เหลือ คลิกเพื่อใส่ license key

เริ่มใช้งานครั้งแรก

  1. ไปที่แท็บ PLUGINS กด Scan plugins ครั้งเดียว โปรแกรมจะจำรายการไว้
  2. ไปที่แท็บ ROUTING I/O เลือก audio interface ตั้ง sample rate และ buffer
  3. กลับมาหน้า RACK ตั้งชื่อแชนแนล เลือก INPUT/OUTPUT ของแต่ละแชนแนล
  4. คลิกช่อง INSERT เพื่อใส่ปลั๊กอิน แล้วดับเบิลคลิกเพื่อปรับ
  5. ตั้งชื่อ session แล้วกด Save

หน้า ROUTING I/O

หน้า ROUTING I/O
หน้า ROUTING I/O
  • AUDIO DEVICE — เลือกการ์ดเสียงขาออกและขาเข้า ช่องที่เปิดใช้ sample rate และ buffer
  • Lowest latency — ตั้ง buffer ให้เล็กที่สุดเท่าที่ไดรเวอร์ยอม ถ้าเสียงเริ่มแตก ให้เพิ่ม buffer ขึ้นหนึ่งขั้น
  • Channel connections — ตารางสรุปทุกแชนแนล: ช่องรับ ช่องส่ง จำนวนปลั๊กอิน และ latency ของปลั๊กอิน (PDC)
  • PERFORMANCE — โหลดของระบบ จำนวนครั้งที่เสียงสะดุด (dropouts) และจำนวนครั้งที่เสียงเกิน 0 dBFS (clips) กด Reset เพื่อล้างตัวนับ

หน้า PLUGINS

หน้า PLUGINS
หน้า PLUGINS
  • Scan plugins — ค้นหาปลั๊กอิน VST3 ที่ติดตั้งในเครื่อง ทั้งโฟลเดอร์ของระบบและของผู้ใช้ (Mac: /Library และ ~/Library/Audio/Plug-Ins/VST3 · Windows: C:\Program Files\Common Files\VST3) ติดตั้งปลั๊กอินใหม่แล้วกด Options… → Scan for new or updated VST3 plug-ins
  • ปลั๊กอิน Waves — ไฟล์ WaveShell มีปลั๊กอินหลายร้อยตัว ใช้เวลาสแกน 5–20 นาที หน้าต่างสแกนขึ้น "Scan complete" ก่อนได้ แต่ตัวสแกนยังทำงานต่อเบื้องหลัง (แถบล่างของหน้า PLUGINS ขึ้นว่า still scanning) ปิด Signal Rack ระหว่างนั้นก็ได้ เปิดครั้งถัดไป Waves จะเข้ารายการเอง ปลั๊กอินที่ค้างจริงจะถูกข้ามหลัง 90 วินาที
  • Capture plugin images — เก็บภาพหน้าตาของปลั๊กอินแต่ละตัว ไว้แสดงในรายการและในช่อง INSERT
  • Clear stored images — ลบภาพที่เก็บไว้
  • Remove from list — เอาปลั๊กอินที่เลือกออกจากรายการ
  • คลิกหัวคอลัมน์เพื่อเรียงตามชื่อ ประเภท หรือผู้ผลิต

Scene: ค่าต่อเพลง

Scene คือภาพถ่ายของมิกซ์ ณ ตอนนั้น ใช้ตั้งค่าแต่ละเพลงหรือแต่ละช่วงของงานไว้ล่วงหน้า แล้วเรียกกลับได้ในคลิกเดียว (สูงสุด 64 scene ต่อ session)

  • สิ่งที่ scene เก็บ: เกนขาเข้า-ขาออก, MUTE ของทุกแชนแนล, bypass ของปลั๊กอิน, ค่าทุกค่าในปลั๊กอินทุกตัว และ BPM
  • สิ่งที่ scene ไม่เปลี่ยน: การเลือกช่อง INPUT/OUTPUT และการใส่/ถอดปลั๊กอิน ถ้าช่องไหนเปลี่ยนเป็นปลั๊กอินตัวอื่นแล้ว ค่าของช่องนั้นจะไม่ถูกเรียกกลับ
  • คลิกปุ่ม SCENES แถบบน จะขึ้นรายการ scene คลิกชื่อเพื่อเรียกกลับทันที ปุ่มจะแสดงชื่อ scene ที่ใช้อยู่
  • Save the mix as a new scene... — ตั้งชื่อแล้วเก็บมิกซ์ตอนนี้เป็น scene ใหม่
  • Update "ชื่อ scene" with the mix now — เขียนทับ scene ที่ใช้อยู่ด้วยมิกซ์ปัจจุบัน
  • Move up / Move down, Rename, Delete — จัดลำดับ เปลี่ยนชื่อ และลบ
  • ◀ / ▶ ข้างปุ่ม SCENES — เรียก scene ก่อนหน้า/ถัดไป
  • ปุ่มซีนด่วน 1–8 — เลือก scene แล้วเปิดเมนู SCENES → Put "ชื่อ" on a hot button ปุ่มของ scene ที่ใช้อยู่จะสว่าง
  • What "ชื่อ" recalls (scope)... — เลือกว่า scene นี้เปลี่ยนอะไร (เกน, MUTE, ปลั๊กอิน, tempo) และเปลี่ยนแชนแนลไหน เช่น scene ที่เปลี่ยนแค่ค่าปลั๊กอินของวง ไม่แตะไมค์พูด
  • Recall safe (never changed by any scene)... — แชนแนลหรือค่าที่ไม่ให้ scene ไหนเปลี่ยนเลยตลอดงาน (ตั้งครั้งเดียวทั้ง session)
  • Scene safe ต่อปลั๊กอิน — คลิกขวาที่ปลั๊กอิน → Scene safe: scene จะไม่แตะปลั๊กอินตัวนั้น
  • Notes for "ชื่อ"... — โน้ตของเพลง (เช่น "คาโป้ 2") ขึ้นเมื่อชี้ที่ปุ่ม SCENES หรือปุ่มซีนด่วน
  • ทุกครั้งที่เก็บหรือเรียก scene โปรแกรมสำรอง session ให้อัตโนมัติ (ถ้ามีอะไรเปลี่ยน)
  • scene ถูกบันทึกไปกับ session กด Save ของ session ด้วยทุกครั้ง
  • เรียก scene จาก iPad ได้ด้วยแท็บ SCENES ของแอป Signal Rack Remote

เมนูของแชนแนล (คลิกเลขแชนแนล)

แร็คที่มี link group, Auto Mix, ปุ่มซีนด่วน และ external insert
แร็คที่มี link group, Auto Mix, ปุ่มซีนด่วน และ external insert

คลิกป้ายเลขแชนแนล (เช่น 01) ที่หัวแชนแนลเพื่อเปิดเมนู:

  • Link group — ใส่แชนแนลไว้ในกลุ่ม 1–8 หมุนเกนหรือกด MUTE แชนแนลหนึ่ง แชนแนลอื่นในกลุ่มขยับตามเท่ากันเป็น dB (ระยะห่างที่ตั้งไว้ยังอยู่ เช่น 6 กับ 9 dB ขยับเป็น 8 กับ 11 dB) ค่าในปลั๊กอินไม่ link แชนแนลในกลุ่มมีป้าย L1–L8 ใต้เลขแชนแนล Switch link off ปิดกลุ่มชั่วคราวโดยไม่ต้องเอาแชนแนลออก
  • Auto Mix (speech mics) — ดูหัวข้อ Auto Mix ด้านล่าง
  • Copy channel / Paste channel — คัดลอกทั้งแชนแนล (ปลั๊กอินพร้อมค่า เกน MUTE delay) ไปวางทับอีกแชนแนล แชนแนลปลายทางเก็บชื่อ INPUT/OUTPUT และ link group ของตัวเองไว้
  • Save channel preset... / Load channel preset / Delete channel preset — เก็บทั้งแชนแนลเป็น preset ไว้ใช้ข้าม session เช่น "Lead vocal" แล้วโหลดใส่แชนแนลไหนก็ได้

Auto Mix สำหรับไมค์พูด

สำหรับงานประชุม สัมมนา งานบวช งานแต่ง หรือโต๊ะพูดคุยหลายไมค์: ไมค์คนที่กำลังพูดจะเปิดขึ้น ไมค์ที่เงียบจะลดลงเอง เสียงรวมดังเท่าเปิดไมค์ตัวเดียวเสมอ ฟีดแบ็กและเสียงก้องห้องจึงไม่เพิ่มตามจำนวนไมค์

  1. คลิกเลขแชนแนลของไมค์พูดแต่ละตัว → Auto Mix (speech mics) → Auto Mix A (มี 2 กลุ่ม A และ B)
  2. แถบสีฟ้าบาง ๆ ใต้หัวแชนแนลบอกว่าไมค์นั้นเปิดอยู่แค่ไหน (เต็ม = เปิดสุด)
  • Weight (priority) — ให้ไมค์ตัวนี้ไวขึ้นหรือน้อยลง (−9 ถึง +9 dB) ไม่ได้ทำให้ดังขึ้น
  • Chair mic — ไมค์ประธาน/พิธีกร: ระหว่างที่พูด ไมค์อื่นในกลุ่มจะลดลงอีก 12 dB
  • Switch this Auto Mix group off — ปิดกลุ่มชั่วคราว ทุกไมค์ในกลุ่มกลับเป็นเสียงปกติ
  • Auto Mix ทำงานหลังปลั๊กอินและเกนขาออก ใส่ EQ/คอมเพรสเซอร์ในแชนแนลได้ตามปกติ

External insert: ต่ออุปกรณ์ hardware

ใส่อุปกรณ์ภายนอก (คอมเพรสเซอร์ EQ หรือเอฟเฟกต์ hardware) แทรกในสายของแชนแนลเหมือนปลั๊กอิน

  1. คลิกช่อง INSERT ที่ว่าง → External insert (hardware send / return)
  2. ดับเบิลคลิกช่องนั้น ตั้ง SEND (ช่อง output ของการ์ดเสียงที่ต่อไปเข้าอุปกรณ์) และ RETURN (ช่อง input ที่รับกลับมา) ปุ่ม STEREO สลับเป็นคู่สเตอริโอ
  3. ตั้ง ROUND-TRIP LATENCY = เวลาที่เสียงใช้ออกไปแล้วกลับมา (ค่าของการ์ดเสียงขาเข้า + ขาออก) ค่านี้ถูกนับรวมใน latency group ให้เอง
หน้าต่าง External insert
หน้าต่าง External insert
  • ยังไม่ได้เลือก SEND = เสียงผ่านไปเฉย ๆ ยังไม่ได้เลือก RETURN = แชนแนลใช้เสียงเดิมต่อ
  • ย้าย คัดลอก bypass และบันทึกใน session ได้เหมือนปลั๊กอิน

Template และความปลอดภัยระหว่างงาน

  • Template — ปุ่ม ... → Save as template... เก็บ session เป็นแม่แบบ (ไม่รวมการเลือก INPUT/OUTPUT ใช้ข้ามเครื่องได้) และ New session from template เริ่มงานใหม่จากแม่แบบ
  • LOCK — ปุ่มแถบบน กันกดพลาดระหว่างโชว์ (หน้าต่างปลั๊กอินและ iPad ยังใช้ได้) กด LOCKED อีกครั้งเพื่อปลดล็อก
  • โปรแกรมปิดผิดปกติ (ปลั๊กอินแครช ไฟดับ) — เปิดครั้งถัดไปจะถามว่าจะเปิด session เดิมโดยไม่โหลดปลั๊กอินตัวที่ทำให้ปิด, เปิดไฟล์สำรองล่าสุด หรือเริ่มใหม่
  • สำรองอัตโนมัติ — ทุก 1 นาทีถ้ามีอะไรเปลี่ยน เก็บ 30 ไฟล์ล่าสุด
  • ปลั๊กอินที่ไม่มีในเครื่อง — ยังอยู่ในช่องพร้อมค่าเดิม (ขึ้นว่า MISSING) คลิกเพื่อ Try again, Replace with another plugin... หรือเอาออก
  • Preset ของปลั๊กอิน — คลิกขวาที่ปลั๊กอิน → Presets: บันทึก/โหลดค่าของปลั๊กอินตัวนั้น

Quick Controls สำหรับ iPad

เลือกปุ่มในปลั๊กอินที่ต้องการปรับจาก iPad ได้ปลั๊กอินละไม่เกิน 4 ปุ่ม เช่น Mix ของ reverb หรือ Feedback ของ delay

  1. คลิกขวาที่ปลั๊กอินในช่อง INSERT แล้วเลือก iPad Quick Controls
  2. ติ๊กพารามิเตอร์ที่ต้องการ (ปลั๊กอินที่มีพารามิเตอร์เยอะจะแบ่งเป็นกลุ่มละ 40) Clear all เพื่อล้าง
  3. ปุ่มจะไปขึ้นในแท็บ QUICK บน iPad ตามชนิดของพารามิเตอร์: แบบหมุนเป็นปุ่มหมุน แบบเปิด/ปิดเป็นปุ่มกด แบบตัวเลือกเป็นรายการให้แตะ
  • Quick Controls ติดไปกับปลั๊กอินเมื่อย้ายหรือคัดลอก และบันทึกไปกับ session

ควบคุมจาก iPad

กด REMOTE จะขึ้น QR และรหัส 6 หลัก เปิดแอป Signal Rack Remote บน iPad ที่อยู่ Wi-Fi เดียวกัน แล้วสแกน (ดูคู่มือ Signal Rack Remote)

หน้าต่าง REMOTE
หน้าต่าง REMOTE

Latency และ delay

Signal Rack ไม่เพิ่ม latency เอง ประมวลผลทันทีในจังหวะที่การ์ดเสียงส่งมา ปลั๊กอินที่ต้องหน่วงเสียง (เช่น linear-phase EQ, limiter ที่มี lookahead) จะทำให้ช้าลงเฉพาะแชนแนลที่ใส่ ตัวเลข latency ส่วนใหญ่ในแถบบนมาจากการ์ดเสียง เลือก interface ที่ latency ต่ำและใช้ buffer เล็ก จะได้ latency ต่ำที่สุด คลิกแถว latency ของแชนแนล (เหนือปุ่ม MUTE) เพื่อ:

  • Set the output delay... — หน่วงขาออก 0–1000 ms เช่น ให้ลำโพงที่อยู่ห่างออกไปตรงเวลากับลำโพงหลัก (1 ms ≈ 34 ซม.)
  • Latency group 1–4 — แชนแนลในกลุ่มเดียวกันจะถูกหน่วงให้ตรงกับแชนแนลที่ช้าที่สุดในกลุ่ม (auto) หรือกำหนดเป็น ms เอง (fixed latency...) ใช้เมื่อเสียงเดียวกันแยกไปหลายแชนแนลแล้วมารวมกันภายหลัง แถวจะขึ้นว่า LG1 ฯลฯ (session จากรุ่นเก่าที่ตั้ง ALIGN ไว้จะเป็น Latency group 1)

ช่วงทดลองและ license

  • ใช้ได้ครบทุกฟังก์ชัน 14 วัน
  • ครบ 14 วันแล้วยังเปิดโปรแกรมและใช้แร็คเดิมได้ แต่แก้ไขแร็คไม่ได้จนกว่าจะใส่ key
  • คลิกป้าย license มุมขวาบน วาง key แล้วกด Activate

ถ้าใส่ key แล้วไม่ผ่าน

  • วาง key ด้วย Ctrl+V (Mac: Cmd+V) หรือคลิกขวาที่ช่องแล้วเลือก Paste ช่องว่างหรืออักขระแปลก ๆ ที่ติดมากับ key จาก LINE หรืออีเมล โปรแกรมตัดออกให้เอง
  • Could not connect to the licence server — ตรวจว่าเครื่องต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ แล้วอัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุด เวอร์ชันใหม่ activate ผ่าน tsoundman.com ซึ่งเข้าได้จากทุกเครือข่าย
  • Invalid licence code — key ต้องขึ้นต้นด้วย FK2- และต้องเป็น key ของสินค้าตัวนี้ (key ของแต่ละสินค้าใช้ข้ามกันไม่ได้) ถ้ายังไม่ผ่าน ส่งรูปหน้าจอมาทาง LINE แอดมินจะช่วยตรวจหรือออก key ใหม่ให้